โทรศัพท์ 1358
นวัตกรรมข้าวกล่อง อาหารยังชีพแห่งอนาคต เก็บได้นาน 18 เดือน โดยไม่ต้องแช่เย็น
นวัตกรรมข้าวกล่อง อาหารยังชีพแห่งอนาคต เก็บได้นาน 18 เดือน โดยไม่ต้องแช่เย็น
# นวัตกรรมข้าวกล่อง อาหารยังชีพแห่งอนาคต เก็บได้นาน 18 เดือน โดยไม่ต้องแช่เย็น! **เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น อาหารหนึ่งกล่องอาจมีความหมายมากกว่าที่คิด แล้วจะเป็นไปได้หรือไม่ หากข้าวพร้อมรับประทานสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 18 เดือน โดยไม่ต้องพึ่งตู้เย็น?** ในสถานการณ์น้ำท่วมที่ไฟฟ้าอาจถูกตัดขาด การเดินทางลำบาก และการจัดหาอาหารสดทำได้ยาก อาหารที่พร้อมรับประทานและเก็บรักษาได้ที่อุณหภูมิห้องจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย นี่คือที่มาของนวัตกรรมข้าวกล่องพร้อมรับประทานที่นำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อาหารมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้อาหารเข้าถึงผู้คนได้แม้ในภาวะฉุกเฉิน ## เบื้องหลังนวัตกรรม: ทำไมอาหารจึงเก็บได้นาน? หัวใจของเทคโนโลยีนี้คือ **Retort หรือการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนภายใต้ความดันในภาชนะปิดสนิท** กระบวนการดังกล่าวช่วยควบคุมจุลินทรีย์ที่อาจทำให้อาหารเน่าเสียหรือก่อให้เกิดอันตราย เมื่อผ่านกระบวนการที่เหมาะสมและบรรจุภัณฑ์ยังคงสมบูรณ์ อาหารจึงสามารถเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องได้ตามอายุการเก็บรักษาที่กำหนด ข้อสำคัญคือ ความปลอดภัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับความร้อนเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยการควบคุมกระบวนการผลิต การตรวจสอบความเหมาะสมของบรรจุภัณฑ์ และการเก็บรักษาตามเงื่อนไขที่กำหนดด้วย ## มากกว่าความสะดวก คือการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ จุดเด่นของอาหารลักษณะนี้ไม่ได้มีเพียงอายุการเก็บรักษาที่ยาวนาน แต่ยังช่วยลดข้อจำกัดในการจัดเตรียมอาหารในพื้นที่ประสบภัย * **สำหรับผู้ประสบภัย:** มีอาหารพร้อมรับประทานโดยไม่จำเป็นต้องใช้ตู้เย็นหรือปรุงอาหารใหม่ หากผลิตภัณฑ์นั้นออกแบบให้รับประทานได้ทันที * **สำหรับหน่วยงานช่วยเหลือ:** สามารถวางแผนสำรองอาหารและบริหารจัดการเสบียงได้สะดวกขึ้น * **สำหรับระบบโลจิสติกส์:** ลดข้อจำกัดบางประการในการขนส่งและกระจายอาหารที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ * **สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร:** แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีถนอมอาหารเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สถานการณ์เฉพาะ อย่างไรก็ตาม การเก็บรักษาโดยไม่แช่เย็นไม่ได้หมายความว่าสามารถเก็บอาหารไว้ในสภาพแวดล้อมใดก็ได้ ผู้บริโภคควรปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลาก และหลีกเลี่ยงการรับประทานผลิตภัณฑ์ที่บรรจุภัณฑ์บวม รั่ว หรือเสียหาย ## จากงานวิจัยสู่โอกาสทางธุรกิจ นวัตกรรมอาหารยังชีพยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการนำงานวิจัยมาสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม เทคโนโลยีการถนอมอาหารสามารถเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม ขยายช่องทางตลาด และสร้างความแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ทั่วไป สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจพัฒนาอาหารพร้อมรับประทานประเภทนี้ จำเป็นต้องศึกษาความเหมาะสมของสูตรอาหาร กระบวนการฆ่าเชื้อ บรรจุภัณฑ์ และอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์จริง รวมถึงปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาหารที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรนำระยะเวลาการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์หนึ่งไปใช้รับรองผลิตภัณฑ์อื่นโดยไม่มีผลการทดสอบรองรับ ## นวัตกรรมที่ช่วยให้สังคมพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลง เรื่องราวของข้าวกล่องนวัตกรรมอาหารยังชีพแสดงให้เห็นว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่ได้อยู่เพียงในห้องทดลอง แต่สามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยแก้ปัญหาในชีวิตจริงได้ ตั้งแต่การเตรียมอาหารสำรองในยามฉุกเฉิน ไปจนถึงการสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทย เพราะในวันที่เกิดวิกฤต **อาหารที่ปลอดภัย เก็บรักษาได้เหมาะสม และเข้าถึงผู้ประสบภัยได้ทันเวลา คือส่วนสำคัญของการช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพ** **ติดตามข่าวสารและองค์ความรู้ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมได้ที่ DIPROM Center 7** Website: ipc7.dip.go.th Facebook: DIPROM Center 7 YouTube: @DIPROMCenter7 Instagram: @dipromcenter7 Call Center: 045-314-216 #DIPROMCenter7 #DIPROM #กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม #นวัตกรรมอาหาร #เทคโนโลยีอาหาร #อาหารช่วยภัยพิบัติ #เพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมอาหาร
09 ต.ค. 2569
AI ไม่ใช่เรื่องของบริษัทใหญ่อีกต่อไป! ผลสำรวจ OECD ชี้ SMEs หันมาใช้ Generative AI กันมากขึ้น
AI ไม่ใช่เรื่องของบริษัทใหญ่อีกต่อไป! ผลสำรวจ OECD ชี้ SMEs หันมาใช้ Generative AI กันมากขึ้น
**AI ไม่ใช่เรื่องของบริษัทใหญ่อีกต่อไป! ผลสำรวจ OECD ชี้ SMEs หันมาใช้ Generative AI กันมากขึ้น** ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) จำนวนไม่น้อยเริ่มนำ Generative AI มาใช้ในการทำงานจริงแล้ว องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) สำรวจ SMEs กว่า 5,000 ราย ใน 7 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย แคนาดา เยอรมนี ไอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร ในช่วงปลายปี 2567 พบว่าผู้ประกอบการจำนวนมากใช้ Generative AI ในธุรกิจแล้ว โดยเยอรมนีมีการใช้สูงที่สุด และญี่ปุ่นต่ำที่สุดในกลุ่มที่สำรวจ (ผลสำรวจนี้ยังไม่รวมประเทศไทย) จากเครื่องมือของบริษัทใหญ่ สู่ผู้ช่วยของธุรกิจทุกขนาด เดิมที AI เป็นเรื่องของธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันต้นทุนและปริมาณข้อมูลที่ต้องใช้ลดลง ผู้ประกอบการรายเล็กจึงเข้าถึงได้ง่ายขึ้นมาก ผู้ที่ใช้แล้วได้ผลอย่างไร? ผู้ประกอบการที่ใช้ Generative AI ส่วนใหญ่ระบุว่าประโยชน์สำคัญที่สุดคือ ช่วยให้บุคลากรทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีผู้ที่รายงานว่าช่วยขยายธุรกิจ ช่วยให้แข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ได้ และช่วยเพิ่มรายได้ รวมถึงช่วยลดภาระงานของพนักงานหรือของเจ้าของกิจการเอง ที่น่าสนใจคือ ธุรกิจส่วนใหญ่ระบุว่า AI ไม่ได้ทำให้ความต้องการจำนวนพนักงานเปลี่ยนไป ทั้งนี้เป็นการรายงานของผู้ประกอบการเอง ผลลัพธ์ของแต่ละธุรกิจย่อมต่างกัน ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ให้เหมาะกับงาน แนวทางประยุกต์ใช้ AI ในธุรกิจ • การตลาด: วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ช่วยเขียนข้อความโฆษณา สร้างคอนเทนต์ และคิดแนวทางแคมเปญ • การผลิต: วิเคราะห์ข้อมูลการผลิต คาดการณ์ความต้องการ และช่วยตรวจสอบคุณภาพ เพื่อลดความสูญเสีย • การเงิน: จัดระเบียบและสรุปรายรับ รายจ่าย ต้นทุน และกระแสเงินสด แต่ AI เป็นเพียงผู้ช่วยวิเคราะห์ การตัดสินใจสำคัญยังต้องผ่านการตรวจสอบจากผู้รับผิดชอบ • ผู้บริหาร: สรุปและเปรียบเทียบยอดขาย สินค้าขายดี และแนวโน้มตลาด เพื่อประกอบการตัดสินใจ ไม่ต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่ OECD พบว่า SMEs ส่วนใหญ่ใช้ Generative AI กับงานสนับสนุนมากกว่ากิจกรรมหลักของธุรกิจ จุดเริ่มต้นที่ดีจึงอาจเป็นงานง่าย ๆ เช่น สร้างเอกสาร → สรุปข้อมูล → แปลภาษา → สร้างคอนเทนต์ → วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น แล้วค่อยขยายไปสู่กระบวนการสำคัญเมื่อเห็นผลชัดเจน อย่าลืม: ผู้ประกอบการที่ยังไม่ใช้จำนวนมากกังวลเรื่องลิขสิทธิ์ กฎหมาย และความปลอดภัยของข้อมูลที่ป้อนเข้าระบบ จึงควรตรวจสอบผลลัพธ์ทุกครั้ง และไม่นำข้อมูลลับของธุรกิจไปใส่ในเครื่องมือโดยไม่ระมัดระวัง ก้าวแรกของ AI ไม่ต้องใหญ่ แค่เริ่มให้ถูกจุด ธุรกิจของคุณก็ไปได้ไกลกว่าที่คิด ที่มา: OECD, "Generative AI and the SME Workforce" https://www.oecd.org/.../generative-ai-and-the-sme... Website: ipc7.dip.go.th Facebook: DIPROM Center 7 YouTube: @DIPROMCenter7 Instagram: @dipromcenter7 Call Center: 045-314-216 #DIPROMCenter7 #DIPROM #กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม #GenerativeAI #AIforSME #SMEs #ผู้ประกอบการ #OECD
08 ต.ค. 2569
"ของเหลือ" จากโรงงานหรือกระบวนการผลิต ไม่ได้แปลว่าต้องทิ้งทิ้งไปเสมอไปนะ
"ของเหลือ" จากโรงงานหรือกระบวนการผลิต ไม่ได้แปลว่าต้องทิ้งทิ้งไปเสมอไปนะ
"ของเหลือ" จากโรงงานหรือกระบวนการผลิต ไม่ได้แปลว่าต้องทิ้งทิ้งไปเสมอไปนะ หลายอย่างที่เราคิดว่าเป็น “ขยะ” จริง ๆ แล้วยังมีคุณสมบัติหรือสารดี ๆ อยู่ข้างใน ถ้าเราเอามาแปรรูป เอามาสกัด หรือเอามาทำใหม่ มันก็กลายเป็นวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือแม้แต่ธุรกิจใหม่ได้เลย ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเปลือกผลไม้ ที่ปกติเราทิ้งหลังกินเนื้อเสร็จ เปลือกพวกนี้สามารถนำไปทำอะไรได้หลายอย่าง เช่น ทำเป็นส่วนผสมอาหารหรือเครื่องดื่ม สกัดเป็นสารที่มีประโยชน์ หรือนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ขายได้จริง แนวคิดหลักก็ง่าย ๆ แค่นี้ Waste → Value → Innovation → Opportunity (ขยะ → มูลค่า → นวัตกรรม → โอกาส) บางครั้งโอกาสดี ๆ ที่จะสร้างรายได้หรือสร้างธุรกิจใหม่ มันซ่อนอยู่ในสิ่งที่เรากำลังจะทิ้งทิ้งไปนั่นแหละ ลองมองของเหลือในกระบวนการผลิตใหม่ ๆ สิ อาจเจอทั้งมูลค่าและไอเดียดี ๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อน
07 ต.ค. 2569
รำข้าว ของเหลือจากโรงสี…อาจกลายเป็นโปรตีนมูลค่าสูง
รำข้าว ของเหลือจากโรงสี…อาจกลายเป็นโปรตีนมูลค่าสูง
**“ของเหลือจากโรงสี…อาจกลายเป็นโปรตีนมูลค่าสูง?”** จาก “รำข้าว” ที่หลายคนมองว่าเป็นเพียงผลพลอยได้จากการสีข้าว นักวิจัยกำลังทดลองเปลี่ยนมุมมองใหม่ ด้วยการใช้ **“ลูกแป้ง” และ “โคจิ”** ช่วยเปิดล็อกโปรตีนที่ซ่อนอยู่ในรำข้าว ผลการทดลองน่าสนใจไม่น้อย — แล้วการหมักจะช่วยเพิ่มมูลค่ารำข้าวได้อย่างไร? **ชวนเปิดมุมมองใหม่ของ “รำข้าว”** ตั้งแต่กระบวนการหมัก ผลการทดลอง ไปจนถึงโอกาสในการต่อยอดเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร **บางครั้ง…นวัตกรรมอาจไม่ได้อยู่ที่การหาของใหม่ แต่อยู่ที่การทำให้ “ของเดิม” มีคุณค่ามากกว่าเดิม** **อ่านงานวิจัยฉบับเต็ม** **Ugyen et al. (2023)** *Enhancement of Protein Extraction from Defatted Rice Bran by Fermentation with Loog-Pang and Koji* [อ่านงานวิจัยฉบับเต็ม (2023)](https://hrcak.srce.hr/en/313060?utm_source=chatgpt.com) **Buasum et al. (2025)** *Food Chemistry Advances* — งานวิจัยเกี่ยวกับการใช้โคจิและการหมักเพื่อเพิ่มการสกัดโปรตีนจากรำข้าว [อ่านงานวิจัยฉบับเต็ม (2025)](https://doi.org/10.1016/j.focha.2025.101183...) *หมายเหตุ: ผลการศึกษาดังกล่าวเป็นการทดลองระดับห้องปฏิบัติการ ยังต้องศึกษาเพิ่มเติมก่อนนำไปผลิตเชิงพาณิชย์* **ติดตามข่าวสารและกิจกรรมของ DIPROM Center 7 ได้ที่** Website: ipc7.dip.go.th Facebook: DIPROM Center 7 YouTube: @DIPROMCenter7 Instagram: @dipromcenter7 Call Center: 045-314-216 #นวัตกรรมอาหาร #รำข้าว #เพิ่มมูลค่า #ลูกแป้ง #โคจิ #อุตสาหกรรมอาหาร #FoodInnovation
06 ต.ค. 2569
ธุรกิจโตไว แต่ทำไมเหนื่อยกว่าเดิม? เช็กด่วน! คุณกำลังมองข้าม "หัวใจสำคัญ" ข้อนี้อยู่หรือเปล่า?
ธุรกิจโตไว แต่ทำไมเหนื่อยกว่าเดิม? เช็กด่วน! คุณกำลังมองข้าม "หัวใจสำคัญ" ข้อนี้อยู่หรือเปล่า?
ธุรกิจโตไว แต่ทำไมเหนื่อยกว่าเดิม? เช็กด่วน! คุณกำลังมองข้าม "หัวใจสำคัญ" ข้อนี้อยู่หรือเปล่า? หลายคนคิดว่าการทำบัญชีเป็นแค่เรื่องของ "ตัวเลข รายรับ-รายจ่าย และภาษีสิ้นปี" แต่ในความจริงแล้ว โปรแกรมบัญชีไม่ใช่แค่เครื่องมือบันทึกข้อมูลทั่วไป... แต่มันคือ "ผู้ช่วยมือโปร" ที่จะช่วยให้คุณบริหารธุรกิจได้อย่างมั่นใจ ทำไมผู้ประกอบการยุคนี้ ถึงควรมีโปรแกรมบัญชีเป็นตัวช่วย? ลดความผิดพลาดและประหยัดเวลา: คำนวณยอดแม่นยำ ไม่ต้องนั่งคีย์ข้อมูลหรือทำเอกสารซ้ำซ้อน ให้คุณมีเวลาไปโฟกัสกับการขายและการเติบโตได้เต็มที่ รู้สถานะการเงินแบบ Real-time: เช็กได้ทันทีว่าเงินเข้า-ออกเท่าไร ใครค้างชำระบ้าง กำไรหรือขาดทุนชัดเจน ไม่ต้องเดา ควบคุมต้นทุนและวางแผนแม่นยำ: วิเคราะห์ได้ทันทีว่าค่าใช้จ่ายส่วนไหนควรลด ส่วนไหนควรเพิ่ม เพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจที่เฉียบคม จัดการภาษีและสร้างความน่าเชื่อถือ: จัดเตรียมเอกสารภาษีและข้อมูลงบการเงินให้เป็นระบบ พร้อมยื่น สื่อสารกับธนาคารหรือนักลงทุนได้อย่างมืออาชีพ รองรับการเติบโต: เติบโตไปด้วยกันในระยะยาว รองรับธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นได้โดยไม่ต้องปวดหัวกับการรื้อระบบใหม่ เปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ให้ธุรกิจของคุณ "รู้เลข รู้ต้นทุน รู้กำไร และรู้ทิศทางธุรกิจ" ได้ตั้งแต่วันนี้ แล้วธุรกิจของคุณล่ะครับ/ค่ะ ตอนนี้ใช้โปรแกรมอะไรในการทำบัญชีอยู่บ้าง? มาคอมเมนต์แชร์เทคนิคดีๆ หรือพูดคุยกันได้เลยนะครับ! #โปรแกรมบัญชี #บริหารธุรกิจ #ผู้ประกอบการยุคใหม่ #SME #เจ้าของธุรกิจ #DIPROM
19 ส.ค 2569
ไลฟ์สด ไม่ใช่แค่เทรนด์…แต่คือ “โอกาสเพิ่มยอดขาย” ของ SME ไทย
ไลฟ์สด ไม่ใช่แค่เทรนด์…แต่คือ “โอกาสเพิ่มยอดขาย” ของ SME ไทย
ไลฟ์สด ไม่ใช่แค่เทรนด์…แต่คือ “โอกาสเพิ่มยอดขาย” ของ SME ไทย! เปลี่ยนผู้ชมให้เป็นลูกค้า สร้างความเชื่อมั่นแบบเรียลไทม์ โชว์สินค้าได้จริง ตอบคำถามได้ทันที และปิดการขายได้ในไลฟ์เดียว ถึงเวลาปรับตัวจาก “ผู้ขาย” สู่ “นักไลฟ์มืออาชีพ” เริ่มไลฟ์วันนี้ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้โตไกลกว่าเดิม! #ไลฟ์สดขายของ #LiveCommerce #SMEไทย #เพิ่มยอดขาย #การตลาดออนไลน์ #DIPROM #ผู้ประกอบการไทย ถ้าต้องการแบบสั้นมากสำหรับโพสต์ Facebook **“ไลฟ์สด” เปลี่ยนผู้ชมให้เป็นลูกค้า ต้นทุนน้อย เข้าถึงง่าย สร้างความเชื่อมั่น และเพิ่มโอกาสปิดการขายได้จริง! SME ไทย อย่ารอให้เทรนด์ผ่านไป — เริ่มไลฟ์วันนี้ โตไปพร้อมกับตลาด!
19 ส.ค 2569
จาก "นมล้นตลาด" สู่ "นมวัวแดงมูลค่าสูง"  เปลี่ยนวิกฤต...ให้เป็นโอกาส ด้วยนวัตกรรมและการเพิ่มมูลค่า
จาก "นมล้นตลาด" สู่ "นมวัวแดงมูลค่าสูง" เปลี่ยนวิกฤต...ให้เป็นโอกาส ด้วยนวัตกรรมและการเพิ่มมูลค่า
จาก "นมล้นตลาด" สู่ "นมวัวแดงมูลค่าสูง" เปลี่ยนวิกฤต...ให้เป็นโอกาส ด้วยนวัตกรรมและการเพิ่มมูลค่า วันนี้ปัญหา "น้ำนมดิบล้นตลาด" ไม่ใช่เพียงเรื่องของผลผลิตที่มากเกินความต้องการ แต่เป็นสัญญาณว่า ถึงเวลาต้องเปลี่ยนจากการขายวัตถุดิบ สู่การสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง นมวัว 1 ลิตร ไม่ได้มีคุณค่าแค่เป็นเครื่องดื่ม แต่สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มได้หลายเท่า เช่น นมฟังก์ชัน กรีกโยเกิร์ต ชีสพรีเมียม ของหวานจากนม อาหารทางการแพทย์ และ เครื่องสำอางจากนม งานวิจัยจาก FAO และ International Dairy Federation (IDF) ระบุว่า นมอุดมไปด้วยโปรตีนคุณภาพสูง เวย์โปรตีน แลคโตเฟอร์ริน และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าได้สูงกว่าการจำหน่ายนมดิบหลายเท่า การเพิ่มมูลค่าไม่เพียงช่วยระบายผลผลิต แต่ยังช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโคนมไทยสู่ Bio Economy และ Circular Economy ที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน เพราะอนาคตของอุตสาหกรรมโคนม ไม่ได้อยู่ที่การผลิตนมให้มากขึ้น แต่อยู่ที่การสร้างคุณค่าให้มากกว่าเดิม #นมวัวแดง #เพิ่มมูลค่านม #BioEconomy #นวัตกรรมอาหาร #เกษตรแปรรูป #เศรษฐกิจชีวภาพ #DIPROM #อุตสาหกรรมอาหาร #ValueAdded #SMEs
22 ก.ค. 2569
โปรตีนแห่งอีสาน" จากภูมิปัญญาท้องถิ่น...สู่โอกาสของอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต
โปรตีนแห่งอีสาน" จากภูมิปัญญาท้องถิ่น...สู่โอกาสของอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต
# "โปรตีนแห่งอีสาน" จากภูมิปัญญาท้องถิ่น...สู่โอกาสของอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต **รู้หรือไม่?** วัตถุดิบที่คนอีสานคุ้นเคยมานาน เช่น **จิ้งหรีด ไข่มดแดง ผำ (ไข่น้ำ) และสาหร่ายไก (เทา)** กำลังได้รับความสนใจจากนักวิจัยและอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลก ในฐานะแหล่ง **โปรตีนทางเลือก (Alternative Protein)** ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าสูง กระแสการบริโภคอาหารของโลกกำลังเปลี่ยนแปลง ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ผลิตอย่างยั่งยืน และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ส่งผลให้การค้นหาแหล่งโปรตีนใหม่ ๆ กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีข้อได้เปรียบจากความหลากหลายของวัตถุดิบท้องถิ่นที่สั่งสมจากภูมิปัญญาการบริโภคมายาวนาน หลายชนิดได้รับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ พบว่ามีโปรตีนคุณภาพดี กรดอะมิโนจำเป็น รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย **จิ้งหรีด** เป็นแมลงเศรษฐกิจที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เนื่องจากให้โปรตีนคุณภาพสูง ใช้ทรัพยากรในการผลิตน้อย และสามารถแปรรูปเป็นโปรตีนผงหรือส่วนผสมในอาหารได้หลากหลาย ขณะที่ **ไข่มดแดง** ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านยอดนิยมของคนอีสาน ก็มีคุณค่าทางโภชนาการและสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าได้ ด้านโปรตีนจากพืช **ผำ (Wolffia)** หรือไข่น้ำ กำลังได้รับความสนใจจากวงการวิจัยระดับนานาชาติ เนื่องจากมีปริมาณโปรตีนสูงเมื่อพิจารณาในรูปน้ำหนักแห้ง และยังเป็นแหล่งของใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุหลายชนิด ส่วน **สาหร่ายไก (เทา)** ซึ่งเป็นอาหารพื้นถิ่นของลุ่มแม่น้ำโขง ก็มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ โอกาสของผู้ประกอบการไทยไม่ได้อยู่เพียงการจำหน่ายวัตถุดิบ แต่คือการนำองค์ความรู้จากงานวิจัย เทคโนโลยีการแปรรูป และการออกแบบผลิตภัณฑ์ มาสร้างสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น โปรตีนผง อาหารพร้อมรับประทาน อาหารสำหรับผู้สูงอายุ อาหารเพื่อสุขภาพ หรือผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Future Food การยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นด้วยนวัตกรรม ไม่เพียงช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร แต่ยังสร้างโอกาสใหม่ให้กับวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกร พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทยให้ก้าวสู่การแข่งขันในตลาดโลกด้วยจุดแข็งที่มีรากฐานจากภูมิปัญญาท้องถิ่น > **"วัตถุดิบพื้นบ้านในวันนี้ อาจเป็นนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตของโลกในวันข้างหน้า"** . ติดตามข่าวสารและกิจกรรมเพิ่มเติม Website: ipc7.dip.go.th Facebook: DIPROM Center 7 YouTube: @DIPROMCenter7 Instagram: @dipromcenter7 Call Center: 045-314-216 . **แหล่งข้อมูลอ้างอิง** * FAO. *Edible Insects: Future Prospects for Food and Feed Security.* * PubMed Central. *Edible Insects in Thailand: An Overview of Status, Properties, Processing, and Utilization in the Food Industry* (2023). * Scientific Reports (Nature Portfolio). งานวิจัยเกี่ยวกับ Wolffia (ผำ) และการประยุกต์ใช้ในอาหารแห่งอนาคต. * Krungsri Research. *Future Food และโปรตีนทางเลือก*. * สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA). ข้อมูลอุตสาหกรรม Future Food ของประเทศไทย.
22 ก.ค. 2569
Plant-based Meat นวัตกรรมอาหารที่กำลังเปลี่ยนโลก และโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการไทย
Plant-based Meat นวัตกรรมอาหารที่กำลังเปลี่ยนโลก และโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการไทย
# Plant-based Meat นวัตกรรมอาหารที่กำลังเปลี่ยนโลก และโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการไทย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา "Plant-based Meat" หรือ **เนื้อจากพืช** ได้รับความสนใจจากทั้งผู้บริโภค นักวิจัย และอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เป็นเพียงทางเลือกของผู้รับประทานมังสวิรัติ วันนี้เนื้อจากพืชได้ก้าวสู่การเป็นหนึ่งใน **Future Food** หรืออาหารแห่งอนาคต ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพ ความยั่งยืน และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบทางการเกษตร สิ่งที่ทำให้ Plant-based Meat พัฒนาอย่างรวดเร็ว คือ **ความก้าวหน้าของงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์อาหาร** ซึ่งไม่ได้มุ่งเพียงการใช้พืชทดแทนเนื้อสัตว์ แต่ยังพัฒนาให้ผลิตภัณฑ์มีรสชาติ เนื้อสัมผัส และคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงเนื้อสัตว์มากขึ้น ปัจจุบัน นักวิจัยได้นำโปรตีนจากพืชหลายชนิด เช่น **ถั่วลันเตา ถั่วเหลือง ถั่วลูกไก่ ข้าว และธัญพืชต่าง ๆ** มาผสมผสาน พร้อมประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการแปรรูปอาหาร เพื่อสร้างโครงสร้างเส้นใยที่เลียนแบบกล้ามเนื้อสัตว์ ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความนุ่ม เด้ง และกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคยอมรับผลิตภัณฑ์ได้มากกว่าในอดีต อีกหนึ่งแนวโน้มที่น่าสนใจ คือการนำ **โปรตีนจากเชื้อรา (Mycoprotein)** และวัตถุดิบทางเลือกอื่น ๆ มาใช้ร่วมกับโปรตีนจากพืช เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการและปรับปรุงเนื้อสัมผัสให้ใกล้เคียงเนื้อสัตว์มากยิ่งขึ้น แนวทางดังกล่าวกำลังได้รับความสนใจจากผู้ผลิตอาหารในหลายประเทศ เนื่องจากช่วยเพิ่มความหลากหลายของวัตถุดิบ และลดการพึ่งพาโปรตีนจากถั่วเหลืองเพียงชนิดเดียว สำหรับประเทศไทย นี่ถือเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดภาคการเกษตรสู่การผลิตอาหารมูลค่าสูง เพราะประเทศไทยมีวัตถุดิบที่มีศักยภาพจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น **ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ข้าว เห็ด ขนุนอ่อน รำข้าว และพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ** ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตโปรตีนทางเลือก หรือสร้างผลิตภัณฑ์ Plant-based Meat ที่มีเอกลักษณ์ของไทยได้ นอกจากการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทางการเกษตรแล้ว Plant-based Meat ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เช่น เบอร์เกอร์จากพืช ไส้กรอกจากพืช นักเก็ต อาหารพร้อมรับประทาน หรืออาหารสำหรับผู้สูงอายุและผู้รักสุขภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ แม้ Plant-based Meat จะยังไม่สามารถทดแทนเนื้อสัตว์ได้ทั้งหมด แต่ทิศทางของงานวิจัยและนวัตกรรมสะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมอาหารกำลังเข้าสู่ยุคที่ "ความอร่อย" "คุณค่าทางโภชนาการ" และ "ความยั่งยืน" จะต้องเดินไปพร้อมกัน ผู้ประกอบการที่สามารถนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาพัฒนาสินค้า และเลือกใช้วัตถุดิบที่มีจุดเด่นของประเทศไทย จะมีโอกาสสร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง เพิ่มมูลค่า และแข่งขันได้ในตลาดอาหารแห่งอนาคต . ติดตามข่าวสารและกิจกรรมเพิ่มเติม Website: ipc7.dip.go.th Facebook: DIPROM Center 7 YouTube: @DIPROMCenter7 Instagram: @dipromcenter7 Call Center: 045-314-216 . ### แหล่งอ้างอิง * Sui X. et al. (2024). *Annual Review of Food Science and Technology*. * Zhang C. et al. (2024). *Food Chemistry*. * Krungsri Research. *Future Food และโปรตีนทางเลือก*. * สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA).
22 ก.ค. 2569
ไทยเดินหน้าสู่ศูนย์กลาง EV อาเซียน หลังยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตต่อเนื่อง
ไทยเดินหน้าสู่ศูนย์กลาง EV อาเซียน หลังยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตต่อเนื่อง
**ไทยเดินหน้าสู่ศูนย์กลาง EV อาเซียน หลังยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตต่อเนื่อง** อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประเทศไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีสะอาด และการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต **ไฮไลต์สำคัญ** ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เดือนมกราคม 2569 **มากกว่า 44,000 คัน** เพิ่มขึ้น **มากกว่า 3 เท่า** จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นสถิติสูงสุดของประเทศไทย รถยนต์ไฟฟ้ามี **ส่วนแบ่งตลาด 48%** สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ คาดการณ์ช่วงปี **2569–2571** จะมีรถยนต์นั่งไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) จดทะเบียนใหม่เฉลี่ย **125,000 คันต่อปี** เติบโตเฉลี่ย **3.8% ต่อปี** ปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ **มาตรการส่งเสริม EV 3.0 และ EV 3.5**, การลงทุนของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และการเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศ การเติบโตของ EV ยังช่วยสร้างโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ยกระดับห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มการลงทุน การจ้างงาน และขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว **แหล่งข้อมูล:** Benchmark Minerals Intelligence, Krungsri Research และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) #EV #รถยนต์ไฟฟ้า #EVThailand #อุตสาหกรรมยานยนต์ #เทรนด์อุตสาหกรรม #DIPROM #กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม #ThailandIndustry #FutureMobility
22 ก.ค. 2569